3 January 2007

ความน่าจะเป็นฯ ....

อ่านบทความของคอลัมน์ ความน่าจะเป็นฯคราวนี้ .....
มีประโยคเด็ด ย่อหน้าโดนใจเยอะเหลือเกิน ...
นี่ขนาดอ่านแค่ของ(คุณพี่)ปราบดานะเนี่ย ...........!!!!!!!

.........................

"เพราะผมมีพื้นฐานความชอบหนังสือมาจากการชอบอ่านวรรณกรรม ผมจึงเคยทึกทักไปว่า เมื่อคนพูดถึง “หนังสือ” พวกเขาเห็นภาพหนังสือแบบเดียวกันกับที่ผมเห็น เมื่อมีคนบอกว่าจะไปร้านหนังสือ หมายความว่าเขาหรือเธอต้องมีความชอบคล้ายๆกันกับผม จะต่างก็แต่ในรายละเอียดเท่านั้น (เช่น บางคนชอบวินทร์ เลียววาริณเสียเหลือเกิน แต่ปราบดา หยุ่นน่ะหรือ...ไม่เอาค่ะ ไม่อร่อย) ....."

"งานหนังสือจึงไม่ใช่งานของ “หนังสือ” ในแบบที่ผมรู้จัก แต่เป็นงานของสินค้าที่ชื่อว่าหนังสือ คือมีรูปร่างหน้าตาเป็นหนังสือเหมือนกัน แต่จุดประสงค์ นิสัยใจคอ และทัศนคติที่มีต่อชีวิต ล้วนหลากหลายแตกต่างอย่างไม่น่าเชื่อว่าจะมารวมอยู่ในตึกเดียวกันได้
แต่หากงานหนังสือถูกจำกัดให้ขายเฉพาะหนังสือวรรณกรรม รับรองว่าผู้คนจะไม่มีปริมาณล้นหลามถล่มทลายเหมือนกลัวไม่ได้อ่านหนังสือก่อนตายเฉกเช่นที่เป็นอยู่"


" ... “ทำไมคนไทยไม่เป็นอย่างนั้น ทำไมคนไทยไม่คิดอย่างนี้” คือคำถามที่มักผุดขึ้นในสมองของปัญญาชนผู้ยึดถือวัฒนธรรมต่างชาติเป็นแบบอย่างและหวังว่าสักวันสังคมไทยจะก้าวไปสู่จุดที่พวกเขาชื่นชม คนในแวดวงวรรณกรรมมักจินตนาการว่าคนฝรั่งเศส คนญี่ปุ่น หรือคนอังกฤษ อ่านหนังสืออย่างเอาเป็นเอาตายตลอดเวลา และไม่ใช่หนังสือประเภท “ใครแฉใครว่าไปมีอะไรกับใครตอนไหนและอย่างไร” หรือหนังสือชีวประวัติเดวิด เบ็คแฮม แต่เป็นหนังสือวรรณกรรมคลาสสิกเล่มหนาๆ ประเภทที่ว่าอ่านแล้วจะบรรลุเป็นยอดมนุษย์ คนในแวดวงศิลปะก็มักพูดถึงพิพิธภัณฑ์ แกลเลอรี่ งานนิทรรศการต่างๆ ในอเมริกา ยุโรป ด้วยความอิจฉาว่ามีความตื่นตัวและก้าวหน้ามากกว่าวงการศิลปะในบ้านเรา คนในแวดวงวิชาการแต่ละแขนงมักแสดงความอึดอัดที่สังคมไทยไม่ขวนขวายหาความรู้ใส่ตัวมากขึ้น ไม่พยายามก้าวไปในทิศทางที่พวกเขาคิดว่า “ดีกว่า” "

" ... อุดมการณ์หลายชนิดที่คนกลุ่มหนึ่งคิดว่า “ดีที่สุด” สำหรับมนุษย์ ถูกตัดสินให้เป็นอุดมการณ์สากลที่ไม่ต้องอิงกับประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และพื้นฐานการศึกษาของคนในแต่ละพื้นที่ (เช่น ประชาธิปไตยคือระบอบการปกครองที่ดีและเหมาะสำหรับทุกสังคม) เหมือนที่ผู้เผยแพร่ศาสนาเดินทางไปทั่วโลกเพื่อพยายามเกลี้ยกล่อมให้ทุกคนเชื่อในพระเจ้าเดียว หรือทำตามคำสอนของคัมภีร์ใดคัมภีร์หนึ่ง ทั้งๆที่หลายประเทศไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกำเนิดของศาสนานั้นเลยแม้แต่น้อย หลายศาสนาเกิดขึ้นจากความขัดแย้งและสภาวการณ์เฉพาะของยุคสมัย เป็นเรื่องของการเมืองและการปกครองสังคม ทว่าเมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว กลับถูกยกย่องให้อยู่สูงจนเสมือนว่าเกิดขึ้นเพื่อโลกทั้งใบ และเพื่อปกครองมนุษย์ทุกคน

คำว่า “วรรณกรรม” ก็น่าจะมีข้อจำกัดบางอย่างที่ใกล้เคียงกับผลผลิตทางวัฒนธรรมด้านอื่นๆ ถึงแม้ผมจะชอบงานวรรณกรรม และยกย่องอยู่ในใจว่าหนังสือแนววรรณกรรมเป็นหนังสือประเภทที่มีคุณค่ามากที่สุด (และเป็นความหมายที่แท้จริงของคำว่า “หนังสือ”) แต่นั่นก็เกิดจากความสนใจส่วนตัวของผมเอง ไม่ใช่มาตรฐานบังคับที่ทุกคนควรเจริญรอยตาม และเมื่อสถานการณ์ในสังคมสะท้อนว่าหนังสือวรรณกรรมเป็นหนังสือขายยาก คนสนใจน้อย เป็นสินค้าที่ไม่ได้เป็นที่นิยมเท่าหนังสือประเภทอื่น ก็น่าจะมีเหตุผลที่ไม่ใช่ความผิดของใครคนใดคนหนึ่ง และไม่ใช่ “ปัญหา” (อะไรที่เราไม่ชอบ เรามักเรียกว่าปัญหา ในขณะที่มันไม่ใช่ปัญหาสำหรับคนอื่นเลย) ที่จะแก้ไขได้อย่างง่ายดายรวดเร็ว ทางออกที่บางคนเสนอ เช่น รัฐบาลน่าจะช่วยเหลือมากกว่านี้ หรือนักเขียนไทยน่าจะเขียนหนังสือให้อ่านง่าย บันเทิง เข้ากับยุคสมัยมากกว่าที่เป็นอยู่ ล้วนแต่เป็นความคิดและความหวังในลักษณะ “ถ้าเป็นไปได้ก็ดี” แต่ผมไม่คิดว่ามันคือการแก้ปัญหา และถึงที่สุดแล้ว ผมไม่แน่ใจว่าสถานการณ์ปัจจุบันคือปัญหาจริงๆ หรือมันเป็นเพียงปัญหาสำหรับคนที่คิดว่ามันเป็นปัญหาเท่านั้น ..."

" ทุกวันนี้ภาพยนตร์เองก็กำลังตกอยู่ในที่นั่งลำบาก คนไปดูหนังในโรงน้อยลง ธุรกิจดนตรีก็ใช่ว่าจะดีนัก ความบันเทิงต่างๆที่ว่ากันว่าเป็นตัวทำลายวงการหนังสือ กำลังจะถูกสิ่งใหม่มาทำลายเช่นกัน ไม่แน่ วันหนึ่งงานวรรณกรรมอาจจะกลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้งก็ได้ เมื่อคนไม่มีคอมพิวเตอร์ใช้ ไม่มีรถยนต์ขับ ไม่มีไฟฟ้า การอ่านและการเขียนอาจจำเป็นต้องกลับมามีบทบาทสำคัญในชีวิตมนุษย์อีกครั้ง

แม้ว่าความชอบส่วนตัวของเราแต่ละคนจะดูเหมือนว่าน่าจะ “ดี” สำหรับคนอื่นด้วย แต่มันก็เป็นเพียงความเห็นแบบเข้าข้างตัวเองทั้งสิ้น ถึงบางคนจะบอกว่าสิ่งที่เขาหรือเธอเชื่อคือสิ่งที่จะสร้างผลดีให้ “สังคม” แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ทุกอย่างล้วนเป็นความคิดหรือเป็นอุดมการณ์ที่เกิดจากความยึดติดในความเชื่อของตัวเองทั้งนั้น การอ่านหนังสือคือรากฐานสำคัญจริงหรือ ก็อาจจะจริงสำหรับคนกลุ่มหนึ่ง และไม่จริงสำหรับคนอีกกลุ่มหนึ่ง ผมไม่คิดว่ามันจะ “จริง” อย่างเป็นมาตรฐานเท่าเทียมกันหมดสำหรับทุกคน..."

" ..หนังสือชื่อ The Wisdom of Crowds ของ เจมส์ ซูโรวีเอ็คกิ (James Surowiecki) พูดถึงพลังทางการตัดสินใจร่วมกันระหว่างคนต่างแขนงในสังคมที่มักมีผลลัพธ์แม่นยำหรือน่าเชื่อถือกว่าความเห็นของปัจเจกชน ...

" ... “รวมกัน (คิด) เราอยู่ แยกกัน (คิด) เราตาย” ซูโรวีเอ็คกิดูเหมือนจะสนับสนุนความเชื่อนั้น เขาบอกว่า ถึงแม้คนแต่ละคนในกลุ่มจะไม่ได้ฉลาดเฉลียวหลักแหลมอะไรนัก (หลายคนอาจจัดอยู่ในขั้นโง่เขลาเต่าตุ่น) แต่การ “คิดร่วมกัน” ของคนจำนวนมากที่มีข้อมูลหลากหลายและแตกต่าง มักได้ผลดีกว่าการยึดตามความคิดของคนฉลาดไม่กี่คน ทั้งๆที่เรามักเชื่อว่าการทำตาม “คนเก่ง” คือการเดินไปในทางที่มั่นคงปลอดภัย แต่ความจริงแล้ว คนเก่งคนนั้นมีเปอร์เซนต์นำเราไปลงเหวมากกว่า หากเรามัวแต่คิดจะตามเขาหรือเธอไปเรื่อยๆ โดยไม่ถามความเห็นโดยเฉลี่ยของคนในกลุ่ม"

"ที่จริงผมเป็นคนชอบวัฒนธรรมเก่าๆ ชอบดูหนังเก่า ฟังเพลงเก่า ชอบนักเขียนเก่าๆ ชอบรูปแบบการใช้ชีวิตแบบเก่าๆ แต่ความชอบส่วนตัวอาจจะไม่สอดคล้องกับการเคลื่อนที่ของสังคมก็เป็นได้ ถ้าผมต้องการ “คิดถึงคนอื่น” ผมอาจต้องฟังข้อเสนอของซูโรวีเอ็คกิ เงี่ยหูฟังความเห็นส่วนรวมมากกว่าจะยึดติดกับความชอบของตัวเอง ถ้าสิ่งที่ผมชอบไม่ได้เป็นที่ต้องการของสังคมมากนัก ก็จำเป็นที่จะต้องเจียมตัว พอใจในพื้นที่เล็กๆที่ยังหลงเหลืออยู่ และไม่โวยวายว่าทำไมคนอื่นไม่หันมามอง
หรือต้องเลือกอีกทาง คือเปลี่ยนตัวเองไปตามกระแสอยู่เสมอ ... "


" ... การเคลื่อนตัวของสังคมอาจเป็นไปตามที่ “สังคม” เลือกแล้วว่าเหมาะสมกับสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทางการเมือง หรือเรื่องทางวัฒนธรรม ...
สังคมอาจจะเลือกสิ่งที่ “ดี” ให้ตัวเองได้ แต่ไม่ได้ความว่าสิ่งนั้นคือความ “ดี” สำหรับทุกอย่าง ... "

" ซูโรวีเอ็คกิพูดถึงพฤติกรรมแปลกๆ ของมดในป่าดงดิบ นักศึกษาธรรมชาติชาวอเมริกันชื่อ วิลเลี่ยม บีเบ (William Beebe) เดินทางไปพบเจอมดทัพหนึ่งเดินวนเป็นวงกลมขนาดใหญ่ และเดินวนเวียนไปเรื่อยๆอย่างนั้น กระทั่งมันล้มตายลงทีละตัว ทีละตัว จนหมดเกลี้ยงในที่สุด การค้นคว้าทำให้นักศึกษาธรรมชาติพบว่าพฤติกรรมของมดทัพนั้นเกิดขึ้นเพราะมดแต่ละตัวไม่มีความคิด “อิสระ” ของมันเอง เมื่อมีมดพลัดหลงออกจากขบวนหลักสักตัวหนึ่ง มดตัวอื่นที่ตามมาข้างหลังก็จะหลงตาม หน้าที่ของมดแต่ละตัวมีเพียง “ตามมดตัวข้างหน้า” ไปเรื่อยๆ ทำให้เกิดเป็นวงกลมหมุนวน ไม่มีมดตัวไหนเอะใจว่าพวกมันกำลังเดินอยู่กับที่ และพวกมันจะเดินไปอย่างนั้นจนตาย

ซูโรวีเอ็คกิคิดว่ามนุษย์ไม่ได้เป็นอย่างมดทัพนั้น เพราะเรามีอิสระพอสมควรที่จะคิดเอง ไม่ได้สักแต่ว่าจะทำตามกันไปอย่างไร้วิจารณญาณ และอิสระของการคิดได้เองนี้ คือคุณสมบัติสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้การคิดร่วมกันของสังคมมีประสิทธิภาพมากขึ้น หมายความว่า สังคมเคลื่อนไปได้เพราะการคิดร่วมกันของคนหมู่มาก แต่ในขณะเดียวกัน คนแต่ละคนในฝูงชน ก็ต้องมีอิสระที่จะคิดด้วยตัวเอง จึงจะทำให้การคิดแบบหมู่เป็นความคิดที่เชื่อถือได้อย่างแท้จริง
ที่ผมว่าน่าสนใจก็คือ เราแน่ใจหรือว่าเราไม่ได้เป็นเหมือนมดทัพนั้น
บางที เราอาจหลุดหลงจากฝูงหลักของเรามานานแล้ว


และขณะนี้กำลังเดินหมุนวนเป็นวงกลมรอวันตายอยู่ก็เป็นได้ ..."

(ตัดตอนข้อความมาจาก)
ความน่าจะเป็นฯ ....
ปราบดา หยุ่น
http://www.onopen.com/2007/02/1252